Advertisement

เวทีคนหนุ่มสาวมุสลิม

โดย  เยาวชนฆุรอบาอ์

 

 

หน้าแรก.. arrow ทีมฟิตยะฮฺ เขียน / แปล arrow แนวความคิดวิทยาศาสตร์
แนวความคิดวิทยาศาสตร์ PDF พิมพ์ อีเมล์

การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๓ )
ฟิกรุน อิลมียุน - แนวความคิดวิทยาศาสตร์

 Sample Image

ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน
อบู ฟาอิซ  แปลและเรียบเรียง

 

            คำว่า  "วิทยาศาสตร์" เราไม่ได้หมายถึงว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์เพราะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ถึงแม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นสาขาวิชาที่มุสลิมควรแสวงหาในทุกวิถีทาง 

            แต่ที่แน่ๆ มันคือแนวความคิดอย่างหนึ่งที่จะไม่ยอมรับข้ออ้างใดๆ ก็ตาม ถ้าไม่มีข้อพิสูจน์ จะไม่ยอมรับผลถ้าปราศจากต้นสายปลายเหตุ และจะไม่ยอมรับหลักฐานที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือต้นสายปลายเหตุที่ขาดความน่าเชื่อถือและไม่ปลอดจากข้อสงสัย

            เราต้องการ "ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์" และ "จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์" ให้มาชี้นำชีวิตของเราในทุกเส้นทาง เพื่อว่าเราจะได้มองสรรพสิ่ง มองประเด็นปัญหา สถานการณ์และประชาชนในแนวที่เป็นวิทยาศาสตร์ และกำหนดการตัดสินใจทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ของเราเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์ การเมือง การศึกษาและสาขาวิชาอื่นๆ ด้วยความคิดความรู้สึกที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นอิสระจากอิทธิพลของอารมณ์  ความคิดหุนหันพลันแล่น การเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง  และการแก้ตัวหลากหลายมากมายที่มีเอาไว้สำหรับสารพัดสิ่งในปัจจุบัน Sample Image ปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามาครอบงำพฤติกรรมของเราเป็นส่วนมาก ผู้บริหารที่มีหน้าที่ต้องตัดสินใจถ้าอยู่ใต้อิทธิพลของความต้องการของตนเอง  หรือตามอำเภอใจของพรรคพวกตนเองแล้วไซร้ ผู้นั้นย่อมเอาแต่พยายามทำให้สาธารณะชอบอกชอบใจโดยทำในสิ่งที่ผู้คนทั้งหลายต้องการ แต่มิใช่สิ่งดีสำหรับพวกเขา และอนาคตของพวกเขาในบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา และชาติของพวกเขาโดยรวม

            "จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์" มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะที่ข้าพเจ้าได้อภิปรายไปแล้วในหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "อัล-หัลลุล อิสลามีย์ ฟะรีเฎาะฮฺ วะ ฎ่อรูเราะฮฺ" (การแก้ไขปัญหาแบบอิสลาม : พันธหน้าที่และความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้) ซึ่งเขียนตามแนวทางการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลาม  อย่างไรก็ตาม  ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าจะนำสิ่งเหล่านี้มากล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้  เพื่อจะได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าอุมมะฮฺต้องการสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งมากกว่าลัทธิเซ็คคิวล่าร์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศเสียอีก

คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของจิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่เราต้องการ

            จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์มีคุณลักษณะพิเศษเฉพาะหลายประการ คุณลักษณะพิเศษเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่งนั้นได้แก่ :

            1. นำเอาท่าทีที่มีลักษณะเป็นภววิสัย(2) มาใช้เพื่อกำหนดการวางตัวต่อเรื่องราวต่างๆ  ต่อสถานการณ์และถ้อยแถลง ไม่ว่าบุคคลที่อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม  ท่านอะลี อิบนิ อบู ฏอลิบ รอฎิฯ กล่าวว่า "ถ้าจะดูที่คนแล้ว ท่านจะไม่มีทางรู้ความจริงได้เลย แต่จงรู้ความจริง(เสียก่อน)  แล้วท่านจะรู้ว่าใครเกี่ยวข้องกับความจริงนั้น"

            2. ให้ความเคารพต่อความชำนาญพิเศษ ดังที่อัล-กุรฺอานกล่าวว่า "ดังนั้น พวกเจ้าจงสอบถามบรรดาผู้รู้(เรื่องราวเกี่ยวกับคัมภีร์ก่อนๆ)หากพวกเจ้าไม่รู้" (อัน-นะฮฺลิ 16:43) "ดังนั้น เจ้าจงถามผู้รอบรู้เกี่ยวกับพระองค์เถิด" (อัล-ฟุรฺกอน 25:59) "และไม่มีผู้ใดแจ้งแก่เจ้าได้นอกจากพระผู้ทรงรอบรู้เท่านั้น"  (ฟาฏิรฺ 35:14)

            ศาสนามีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะของตัวเอง เศรษฐศาสตร์ก็มีผู้เชี่ยวชาญของตัวเอง การทหารก็มีผู้เชี่ยวชาญของตัวเอง และความรู้สาขาวิชาอื่นๆ ทั้งหมดล้วนมีผู้เชี่ยวชาญเป็นของตัวเองทั้งสิ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเรานี้ สำหรับบุคคลที่รู้ศาสนา การเมือง และประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการทหาร และให้ความเห็นของตนเองได้ทุกเรื่องทุกประเด็น ในความเป็นจริงบุคคลผู้นั้นไม่ได้รู้อะไรเลย

       


จิตใจที่เป็นวิทยาศาสตร์:  จุดสำคัญอยู่ที่ความสามารถในการวิจารณ์ตัวเอง มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยความไม่อคติ  เน้นความความชำนาญการของแต่ละบุคคล ... อัล-เกาะเราะฏอวีย์  

    
3. มีความสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง  ยอมรับความผิดพลาดและเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น  ประเมินประสบการณ์ในอดีตอย่างยุติธรรม 
และห่างไกลจากทัศนะที่ไขว่คว้าหาแต่สิ่งบรรเจิด  ซึ่งมองอดีตว่าเต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์และชัยชนะเท่านั้น

            4. ใช้เทคนิคล่าสุดและดีที่สุดเพื่อทำให้เป้าหมายสัมฤทธิผลและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น  ถึงแม้มันจะหมายถึงการเรียนรู้จากประสบการณ์ของเหล่าศัตรูก็ตาม ความจริงวิทยปัญญานั้นเป็นทรัพย์ของผู้ศรัทธาที่สูญหายไป ไม่ว่าเขาจะพบมัน ณ ที่ใดก็ตาม เขามีความคู่ควรกับมันมากกว่าบุคคลอื่นๆ เสียอีก

            5. นอกเหนือจากข้อเท็จจริงทางศาสนาและทางปัญญาที่โต้แย้งไม่ได้แล้ว อื่นๆ ทั้งหมดต้องอยู่ใต้การทดสอบ และให้ยอมรับผลลัพธ์ ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลหรือไม่ก็ตาม

            6. หลีกเลี่ยงการตัดสินใจและการลงความเห็นอย่างเร่งรีบ และจะนำทัศนคติมาใช้ก็ต่อเมื่อได้ทำการศึกษาบนพื้นฐานของการตรวจสอบและการประเมินค่าอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น  และต่อเมื่อได้ให้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์(กับฝ่ายอื่น)ซึ่งจะเผยให้เห็นข้อดีและข้อเสีย(ของประเด็นปัญหาที่กำลังพิจารณาอยู่)

            7. ชื่นชม "ทัศนะของผู้อื่น" และให้ความเคารพต่อความคิดเห็นของบรรดาผู้ที่มีความคิดเห็นไปทางตรงกันข้ามในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องฟิกฮฺและความรู้ทุกสาขาวิชาซึ่งมีอยู่หลายแง่หลายมุม  ตราบใดที่แต่ละคนมีหลักฐานและข้อพิสูจน์เป็นของตนเอง และตราบใดที่จุดสำคัญของประเด็นปัญหาไม่มีตัวบทที่ชัดเจนมาตัดสินอันจะช่วยป้องกันมิให้ความขัดแย้งใดๆ บังเกิดขึ้น อุละมาอฺของเราบัญญัติเอาไว้ว่าความคิดเห็นที่ได้มาจากการอิจญ์ติฮาดนั้นมิอาจประณามได้ เพราะการโอนเอียงเข้าข้างมุจญ์ตะฮิดผู้หนึ่งให้เหนือกว่าอีกผู้หนึ่งเป็นสิ่งที่กระทำมิได้ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ควรขัดขวางมิให้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนการสอบทวนความจริงในทางวิชาการที่ยุติธรรมใต้บรรยากาศของขันติธรรมและความรัก

 

การปฏิบัติบางประการที่ขัดแย้งกับแนวความคิดทางวิทยาศาสตร์

            การทำให้ประเด็นปัญหาที่สลับซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายจนเกินไป การประเมินประเด็นปัญหาร้ายแรงต่ำเกินไป การมองปัญหายากๆ แต่เพียงผิวเผินอย่างยิ่ง หรือจัดการกับประเด็นปัญหาสำคัญด้วยความคิดความรู้สึกของผู้ไม่ได้รับการศึกษา และการปฏิบัติของนักพรตศูฟีย์ เหล่านี้ล้วนขัดแย้งแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น

          นับเป็นอันตรายต่อความคิดของเราเป็นอย่างยิ่งหากเราจะมองเบื้องหลังของสิ่งใดก็ตามที่เราไม่พึงปรารถนาว่าเป็นเพราะมือลึกลับและอำนาจต่างชาติอันชั่วร้ายที่ควบคุมชะตากรรมของเราอย่างน่ารังเกียจ และเฝ้ารอคอยอย่างอดทนจนกระทั่งเราก้าวเข้าไปสู่กับดักด้วยความยินยอมพร้อมใจของเราเอง  สิ่งนี้อาจจะเป็นความจริงในบางกรณี แต่ไม่ถูกต้องหากจะเหมาเอาว่าเป็นอย่างนี้ไปเสียทั้งหมด  การอธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของเราว่าเป็นผลมาจากแผนร้ายและการสมคบคิดกันโดยไม่พิจารณาว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นปัญหาทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรือการศึกษาหรือไม่นั้นทำให้เกิดผลร้ายสองประการดังนี้ :

            ประการแรก ถ้าความรู้สึกดังกล่าวขยายตัว  มันจะก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อในโชคชะตาที่พร่ำกล่อมว่า เราไม่สามารถทำอะไรกับแผนการของชัยฏอนเหล่านี้ได้ เพราะเบื้องหลังของแผนการเหล่านี้คือกองกำลังที่มีสมรรถภาพทางการเงินและสติปัญญามากมายมหาศาล และเนื่องจากความอ่อนแอและความขาดแคลนของเราเอง ในลักษณะเช่นนี้เราจึงได้กลายเป็น "หมากบนกระดานหมากรุก" และความรู้สึกดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดความสิ้นหวังและความรู้สึกพ่ายแพ้ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งเท่านั้น

            ประการที่สอง ทัศนคตินี้จะขัดขวางเรามิให้ทำการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง และสกัดกั้นความพยายามอย่างจริงใจใดๆ ที่จะเข้าใจความขาดแคลนของเรา เยียวยาความป่วยไข้ของเรา หรือตรวจสอบความล้มเหลวและบาปโทษของเรา  มันจะหน่วงเหนี่ยวความพยายามใดๆ ที่จะค้นหาสาเหตุของโรคที่เราเป็นอยู่ เพื่อเราจะได้ค้นพบวิธีบำบัดโรคเหล่านั้น สถานการณ์เช่นนี้จะยังคงดำรงอยู่ตราบใดที่ความขาดแคลน ความเมินเฉย การทุจริต หรือความหายนะถูกมองว่าเป็นผลลัพธ์ของแผนการร้ายต่างชาติที่คดเคี้ยว โดยมิใช่ผลพวงจากพฤติกรรมของเราเอง

            เรารับเอาทัศนคตินี้มาใช้ทั้งๆ ที่ความจริงอัล-กุรฺอานได้สอนให้เราตำหนิตัวเราเองแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในยามที่เราประสบกับโชคร้าย หรือตกเป็นเป้าของความหายนะอย่างใหญ่หลวง หรือการพ่ายแพ้ Sample Image ดังพระโองการของอัลลอฮฺ สุบหฯ ความว่า "และเคราะห์กรรมอันใดที่ประสบแก่พวกเจ้า ก็เนื่องด้วยน้ำมือของพวกเจ้าที่ได้ขวนขวายเอาไว้ และพระองค์ทรงอภัยความผิดให้มากต่อมากแล้ว" (อัช-ชูรอ 42:30)
     
หลังจากมุสลิมประสบกับความหายนะเพราะสูญเสียวีรบุรุษเจ็ดสิบคนของพวกเขาไปในสงครามอุฮุดหลังจากเคยได้รับชัยชนะอย่างน่าประทับใจในสมรภูมิบะดัรฺมาแล้ว พวกเขาถึงกับถามไถ่กันเองถึงเหตุผลของความปราชัยในครั้งนี้(สมรภูมิอุฮุด) อัล-กุรฺอานให้คำตอบแก่เรื่องนี้ว่า "และเมื่ออันตรายหนึ่ง (ความสูญเสียจากสงครามอุฮุด) ประสบแก่พวกเจ้า ทั้งๆ ที่พวกเจ้าได้ให้ประสบแก่พวกเขา(ฝ่ายศัตรู)มาแล้วถึงสองเท่าแห่งอันตรายนั้น(3) พวกเจ้าก็ยังกล่าวว่า สิ่งนี้มาจากไหนกระนั้นหรือ?  จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด)ว่า มันมาจากตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง"  (อาลอิมรอน
3:165)

- - - - - - - - - - - - - - - - -

เชิงอรรถ

(1)   กรุณาดูหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ  "นบีและความรู้"  หน้า 38-40

(2)   คือมองปัญหาอย่างเป็นกลาง  ไม่มีอคติ  ไม่ลำเอียงและไม่เอาตัวเองเป็นเกณฑ์  (ผู้แปล)

(3)   คือในสงครามบะดัรฺนั้นฝ่ายศัตรูเสียชีวิต 70 คน  และถูกจับเป็นเชลยอีก 70 คน  ซึ่งมากกว่าความสูญเสียของฝ่ายมุสลิมสองเท่า  (ผู้แปล)

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
RocketTheme Joomla Templates

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำบทความนี้ไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง มิใช่เพื่อการแสวงหากำไร และให้ระบุแหล่งที่มา