|
การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๔ ) ฟิกรุน วากิอียุน – แนวความคิดที่เป็นจริง 
ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน อบู ฟาอิซ แปลและเรียบเรียง ในบรรดาลักษณะพิเศษเฉพาะของแนวความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งเราต้องการให้มีอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามในยุคที่กำลังมาถึงนั้นได้แก่การที่มันวางพื้นฐานอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่มายาภาพหรือความฝัน
สร้างดุลยภาพระหว่างความปรารถนาอันแรงกล้ากับสมรรถภาพ ความเป็นจริงประการหนึ่งที่เราจะต้องยอมรับในจิตใจของเรานั้นได้แก่ เราควรจะทำให้ความปรารถนาอันแรงกล้าของเราสมดุลกับสมรรถภาพของเรา และพิเคราะห์สิ่งที่เราคาดหวังกับสิ่งที่เราสามารถได้มาจริงๆ เพื่อว่าเราจะได้ไม่ต้องผูกมัดตัวเราเองกับเรื่องที่เราไม่พร้อม หรือเรื่องที่เราไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น อัล-กุรฺอานอนุมัติให้นักรบหันหลังให้กับการทำศึก ถ้าหากนักรบผู้นั้นกำลังพยายามใช้กลยุทธ์ของการทำสงคราม หรือล่าถอยกลับมายังกองทหาร(ของฝ่ายตน) นอกจากนี้ นักรบยังได้รับอนุมัติให้ล่าถอยจากการสู้รบเมื่อสถานการณ์ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่เขา อันเป็นผลมาจากการที่ศัตรูมีจำนวนมากเกินกว่าสองเท่าของกองทัพมุสลิม "บัดนี้อัลลอฮฺได้ทรงผ่อนผันให้แก่พวกเจ้าแล้ว และทรงรู้ว่าแท้จริงในหมู่พวกเจ้านั้นมีความอ่อนแอ ดังนั้นหากในหมู่พวกเจ้ามีร้อยคนที่อดทน ก็จะชนะสองร้อยคน และหากในหมู่พวกเจ้ามีพันคน ก็จะชนะสองพันคนด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺทรงอยู่ร่วมกับผู้ที่อดทนทั้งหลาย" (อัล-อัมฟาล 8:66) ในสงครามมุอฺตะ กองทัพโรมันมีจำนวนมากกว่ากองทัพมุสลิมหลายเท่า(กองทัพมุสลิมมีจำนวน 3,000 คน ขณะที่กองทัพโรมันมีจำนวน 150,000 คน)การเปรียบเทียบกำลังทหารอย่างนี้ทำให้อัจฉริยะทางทหารอย่างคอลิด อิบนิ อัล-วะลีดวางแผนให้ฝ่ายมุสลิมถอยทัพกลับมาเพื่อความปลอดภัย แทนที่จะเสี่ยงทำสงครามซึ่งเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย เมื่อคอลิดพร้อมด้วยกองกำลังของเขากลับมายังนครมะดีนะฮฺ เยาวชนมุสลิมที่มีความเร่าร้อนได้ให้การต้อนรับพวกเขาด้วยการขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ และประณามพวกเขาว่าเป็น "คนหนีทัพ" ท่านนบี ศ็อลฯ เข้ามาปกป้องพวกเขาโดยกล่าวว่า "หามิได้ พวกเขาเป็นเหล่าผู้โจมตีโดยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ" ผู้นำที่ชาญฉลาดได้แก่บุคคลที่เป็นห่วงเป็นใยชีวิตทหารในกองทัพของเขา นี่คือสิ่งที่ท่านอุมัรฺ อิบนิ อัล-ค็อฏฏอบมีความลังเลว่าจะบุกโจมตีอาณาจักรไบแซนตินดีหรือไม่ในช่วงที่ท่านเพิ่งขึ้นปกครองใหม่ๆ ท่านกล่าวกับบรรดาผู้ที่เร่งเร้าให้ท่านกระทำเช่นนั้นว่า "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ มุสลิมคนหนึ่งเป็นที่รักของฉันมากกว่าอาณาจักรไบแซนติน และทั้งหมดที่อาณาจักรนั้นมีอยู่เสียอีก" มุสลิมผู้ชาญฉลาดได้แก่บุคคลที่ไม่นำตัวเองเข้าไปพัวพันกับสิ่งต่างๆ ที่เขาไม่สามารถแบกรับได้ อัลลอฮฺ ศุบหฯ ทรงมีพระดำรัสว่า "ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม และบริจาคเถิด" (อัต-ตะฆฺอบุน 64:16) ปรากฏความในหะดีษหนึ่งระบุว่า "ไม่อนุญาตให้มุสลิมทำความอัปยศให้แก่ตนเอง มีคนพูด(กับท่านนบี ศ็อลฯ)ว่า โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ เขาจะทำความอัปยศให้แก่ตัวเองได้อย่างไร? ท่านนบีตอบว่า โดยการแบกรับความยากลำบากแสนสาหัสชนิดที่เขาไม่สามารถอดทนรับได้" ความผิดพลาดประการหนึ่งที่ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามสามารถทำกันได้ง่ายๆ นั้นได้แก่การถูกพลักดันโดยอารมณ์ของคนธรรมดาในระหว่างการตัดสินใจครั้งสำคัญยิ่ง ในบางประเทศ มวลชนมุสลิมอาจกดดันให้ผู้นำของขบวนการเคลื่อนไหวบางคนก้าวเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมือง ณ สนามที่พวกเขาจะต่อสู้ด้วยพลังทั้งมวลของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะมีความสามารถทางจิตใจ การเมืองและความชำนาญพิเศษอย่างเปี่ยมล้นเสียก่อน ทั้งๆ ที่ความสามารถเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภารกิจดังกล่าว ในการทำเช่นนั้น ผู้นำเหล่านี้จะแบกรับภาระมากกว่าที่พวกเขาสามารถแบบรับเอาไว้ได้เสียอีก ซึ่งเป็นเงื่อนไขของความล้มเหลวอย่างแน่นอน ความล้มเหลวดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากความรีบเร่ง การคำนวณผิดพลาด การประเมินความสามารถของบุคคลสูงเกินไป ตลอดจนการประเมินความสามารถของคนอื่นต่ำเกินไป เรามีตัวอย่างของท่านนบี ศ็อลฯ ให้เราเห็น เมื่อครั้งท่านไม่ยอมอนุญาตให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านที่อยู่ในนครมักกะฮฺจับอาวุธเข้าต่อสู้กับพวกมุชริกีน ทั้งๆ ที่พวกเขาถูกทำร้ายและถูกทรมานสารพัด ท่านเคยกล่าวว่า "จงยั้งมือของพวกท่านจากการต่อสู้ และจงรักษาการละหมาดเอาไว้" เหตุการณ์ดำเนินต่อไปในลักษณะเช่นนี้จนกระทั่งอัลลอฮฺ ศุบหฯ ได้ทรงประทานแผ่นดินอิสระและฐานอันมั่นคงสำหรับให้ท่านลงมือปฏิบัติการต่างๆ (ในนครมะดีนะฮฺ) และเหตุนี้การญิฮาดจึงได้เริ่มต้นขึ้น เกี่ยวกับเรื่องนี้อัลลอฮฺ ศุบหฯ ได้ทรงมีพระดำรัสว่า "สำหรับบรรดาผู้(ที่ถูกโจมตีนั้น)ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงสามารถที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างแน่นอน" (อัล-ฮัจญ์ 22:39) กลบฝังปัญหาทางประวัติศาสตร์ เราต้องการแนวความคิดใหม่ที่ทำให้เราสามารถกลบฝังปัญหาทางประวัติศาสตร์ที่ครอบงำจิตใจมุสลิมตลอดมา และผลาญความเพียรพยายามของมุสลิมให้สูญเปล่าเป็นบางเวลา อย่างเช่นปัญหา อัซฺ-ซฺาต | กลบฝังปัญหาที่ไม่เป็นจริง , ออกห่างจากการถกเถียงในประเด็นที่สูญเปล่า, อย่าหลอกลวงตัวเองจนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับปัญหาอันตรายที่เราไม่พร้อม
| วัศ-ศิฟาต(อาตมันและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ)ที่ถกเถียงกันว่า คุณลักษณะของอัลลอฮฺเป็นอาตมันแท้ๆ ของพระองค์ด้วยหรือไม่? หรือว่าเป็นสิ่งอื่นกันแน่? หรือคุณลักษณะเหล่านั้นไม่ได้เป็นทั้งอาตมัน และไม่ได้เป็นสิ่งอื่นใดใช่ไหม? ปัญหาดังกล่าวยังรวมถึงปัญหาค็อลกฺ อัล-กุรฺอาน(ว่าอัล-กุรฺอานเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา -มัคลูก - ใช่หรือไม่) การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยความยากลำบากแสนสาหัสที่อิมามผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของอิสลามจำนวนหนึ่งต้องประสบ การนำเรื่องตะอฺวีล(การสำรวจความหมายในการตีความตัวบททางศาสนา)ระหว่างชนรุ่นแรกๆ และชนรุ่นหลังมาโต้เถียงขยายวงออกไปจนเกินความจำเป็น ตลอดจนการใส่ร้ายป้ายสีพวกอัชอะรียะฮฺและพวกอัล-มาตุรีดียะฮฺ และบรรดาผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางของพวกเขาที่อยู่ในหมู่นักปราชญ์ของมหาวิทยาลัยทางศาสนาในโลกอิสลาม เช่น อัล-อัซฮารฺ, อัซ-ซัยตูนะฮฺ(ในตูนิเซีย), อัล-เกาะเราะวียีน(ในมอร็อคโค), ดิวบัน(ในอินเดีย) ฯลฯ มิบังควรอนุญาตให้ปัญหาเหล่านี้เข้ามาครอบงำจิตใจขณะที่เราเตรียมพร้อมสำหรับยุคสมัยต่อไป เพื่อจะเข้าไปเผชิญหน้ากับเหล่าไซออนิสต์, ครูเสด, มาร์กซิสต์และผู้สนับสนุนปรัชญาทำลายล้างทั้งจากโลกตะวันออกและโลกตะวันตก
การโต้เถียงที่ไม่มีความจำเป็นในปัจจุบัน แนวความคิดที่เป็นจริงซึ่งเราต้องการนั้นเป็นแนวความคิดหนึ่งที่มุ่งความสนใจไปที่การสร้างสรรค์และการปฏิบัติงาน มิใช่การทะเลาะและการโต้เถียงกัน เพราะเมื่ออัลลอฮฺ ศุบหฯ ทรงต้องการลงโทษประชาชน พระองค์จะทรงครอบงำพวกเขาด้วยการโต้เถียงขัดแย้งกัน และมิทรงอนุญาต(ให้พวกเขามีความสามารถที่จะ)ปฏิบัติงาน(สำคัญๆ ได้) คำว่าการโต้เถียง ข้าพเจ้าหมายถึงการโต้เถียงขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหาที่เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องที่เป็นข้อสมมุติโดยแท้จริง หรือโดยธรรมชาติของตัวปัญหาเองมีลักษณะที่ขัดแย้งไม่จบสิ้น การโต้เถียงที่เราไม่ต้องการ หรือที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์ในปัจจุบันนั้นได้แก่การโต้เถียงที่ถูกยกขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราวเกี่ยวกับธรรมชาติของการญิฮาดทางทหาร(กิตาล)ในอิสลาม โดยโต้แย้งกันว่ามันเป็นญิฮาดในเชิงรับเพื่อปกป้องอะกีดะฮฺอิสลาม สถานที่สำคัญทางศาสนาและอาณาเขต หรือว่ามันเป็นญิฮาดในเชิงรุกเพื่อเผยแพร่อิสลามออกไปทั่วโลก? อุละมาอฺร่วมสมัยมากมายหลายท่านได้นำหัวข้อนี้มาเขียน ท่านเหล่านี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน บรรดาผู้ที่ยอมรับความคิดแรก(การญิฮาดในเชิงรับ)ได้แก่ สัยยิด รอชีด ริฎอ, ชัยคฺ มุฮัมมัด ซัลตูต, ชัยคฺ มุฮัมมัด อบู ซฺะฮฺเราะ, ชัยคฺ มุฮัมมัด อัล-เฆฺาะซฺาลีย์ และชัยคฺ อับดุลลอฮฺ อิบนิ ซัยดฺ อัล-มะฮฺมูด ข้อสรุปของพวกท่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของอัล-กุรฺอานหลายโองการ อาทิโองการที่กล่าวว่า "และพวกเจ้าจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริงอัลลอฮฺมิทรงชอบบรรดาผู้รุกราน" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:190) และ "แต่ถ้าพวกเขาออกห่างจากพวกเจ้า โดยที่มิได้ทำการสู้รบกับพวกเจ้า และได้เจรจาประนีประนอมกับพวกเจ้าแล้วไซร้ อัลลอฮฺก็มิทรงให้ทางออกใดๆ แก่พวกเจ้าที่จะขจัดพวกเขาได้" (อัน-นิสาอฺ 4:90) กลุ่มที่สองได้แก่อัลลามะฮฺ อบุล อะลา อัล-เมาดูดีย์, ชะฮีด สัยยิด กุฏบฺ และท่านอื่นๆ 
| อัช-ชะฮีด สัยยิด กุฏบฺ ผู้สนับสนุนญิฮาดเชิงรุก ซึ่งเป็นข้อถกเถียงหนึ่งที่ร้อนแรงในหมู่คนทำงานอิสลาม ... สำหรับแนวคิดที่เป็นจริงแล้วได้เสนอให้พักการโต้แย้งกันในเรื่องนี้ไว้ก่อน
| ข้อสรุปของพวกท่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่พวกท่านเรียกว่า "อายะตุซซัยฟฺ" (โองการดาบ)ซึ่งตามข้ออ้างของพวกท่าน โองการนี้ได้ยกเลิกโองการอื่นๆ ทั้งหมดที่ถูกประทานลงมาก่อนโองการดาบ ซึ่งเป็นช่วงๆ หนึ่งที่สิ้นสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตามพวกท่านมีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับตัว "โองการดาบ" เอง โดยไม่สามารถระบุได้อย่างเป็นเอกฉันท์ว่าโองการใดในอัล-กุรฺอานเป็นโองการดาบกันแน่ ข้าพเจ้าเชื่อว่าในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมาโต้เถียงขัดแย้งกันอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับประเด็นปัญหานี้อีกต่อไปแล้ว ทั้งนี้เพราะเหตุผลสามประการดังนี้ : ประการแรก ในประเทศอิสลามหลายประเทศ เรามุสลิมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของญิฮาดซึ่งเป็นสิ่งบังคับสำหรับพวกเราทุกคนนานมาแล้ว ทั้งนี้เพื่อปลดปล่อยแผ่นดินมุสลิมให้เป็นอิสระจากเหล่าผู้แย่งชิงและผู้รุกรานในแผ่นดินปาเลสไตน์, อีริเทรีย, ฟิลิปปินส์, อัฟฆฺอนิสตาน, ทาชเค็นท์, บุคอรอ, สะมารฺกันด์, อุซเบกิสตาน, อะเซอร์บัยญาน และสาธารณะรัฐมุสลิมอื่นๆ (และเมืองต่างๆ)ของสหภาพโซเวียต(1) ตลอดจนพื้นที่อื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในจีน เอธิโอเปีย และประเทศไทย (2)ฯลฯ ไม่มีมุสลิมคนใดสามารถโต้แย้งได้ว่าการช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ให้พ้นจากเงื้อมมือของกองกำลังต่อต้านอิสลามเป็นสิ่งไม่จำเป็น เนื่องจากอัลลอฮฺ ศุบหฯ ทรงมีพระดำรัสว่า "มีเหตุอันใดเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ? ที่พวกเจ้าไม่สู้รบในหนทางของอัลลอฮฺ ทั้งๆ ที่บรรดาผู้ที่อ่อนแอ ไม่ว่าชายหรือหญิง และเด็กๆ ต่างพากันร่ำร้องว่า โอ้พระผู้อภิบาลของเรา! โปรดนำพวกเราออกจากเมืองนี้(มักกะฮฺ) ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้กดขี่ข่มเหง และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้คุ้มครองคนหนึ่งจากที่พระองค์ และโปรดให้มีขึ้นแก่พวกเราซึ่งผู้ช่วยเหลือคนหนึ่งจากที่พระองค์" (อัน-นิสาอฺ 4:75) ในเมื่ออุมมะฮฺมุสลิมมิได้ปฏิบัติหน้าที่ในเชิงรับอันเป็นข้อบังคับประการนี้แล้ว เช่นนี้จะมาพูดกันถึงเรื่องญิฮาดในเชิงรุกได้อย่างไร? ประการที่สอง สำหรับบรรดาผู้ที่สนับสนุนการญิฮาดในเชิงรุกแล้ว ญิฮาดดังกล่าวกระทำเพื่อขจัดกองกำลังที่ขัดขวางแนวทางของปวงบ่าวของอัลลอฮฺ ศุบหฯ โดยที่กองกำลังเหล่านั้นได้เข้ามาขัดขวางไม่ให้มุสลิมเผยแพร่พระดำรัสของอัลลอฮฺ ศุบหฯ สู่ประชาชน แต่ทุกวันนี้ไม่มีกองกำลังใดสามารถขัดขวางแนวทางของเรา ถ้าเราได้ดำเนินการด้วยความตั้งใจจริง และอุทิศความมานะบากบั่นเพื่อนำการดะอฺวะฮฺของเราออกไปทั่วโลก ข้อความที่เป็นคำพูด เป็นข้อเขียนและถ่ายทอดทางโทรทัศน์นั้นสามารถเผยแพร่ออกไปทั่วโลกเป็นภาษาต่างๆ ได้ทุกภาษา โดยอาศัยวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือ ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และยังสามารถเข้าถึงประชาคมมุสลิมในทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในแง่นี้พวกเราเป็นกลุ่มชนที่ปล่อยปละละเลยเหลือประมาณ ถ้าเราเปรียบเทียบความพยายามของเรากับนักเผยแพร่ชาวคริสเตียน และสิ่งที่พวกเขากระทำเพื่อเผยแพร่คำสอนของพวกเขา ตลอดจนการแปลคัมภีร์ไบเบิลออกเป็นภาษาหลักๆ และภาษาท้องถิ่นมากมายหลายพันภาษา พวกเขากำลังส่งคณะเผยแพร่ศาสนาของพวกเขาออกไป ทั้งชายและหญิงไปยังสี่มุมโลกนับได้หลายแสนคน จนถึงขนาดว่าปัจจุบันพวกเขาประสงค์ที่จะเข้ารีตพวกเราให้เป็นคริสเตียน เพื่อเราจะได้เจริญรอยตามลัทธิศาสนาของพวกเขา! ประการที่สาม พวกเราพึ่งพาอาศัยอำนาจทางทหารของคนอื่น บรรดาผู้ที่เราต้องการจะเปิดฉากทำญิฮาดในเชิงรุกต่อพวกเขานั้นคือประชาชนกลุ่มเดียวกันกับพวกที่ผลิตอาวุธสารพัดชนิด และยังขายอาวุธเหล่านั้นให้กับเราอีกด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาแล้ว เราคงไม่มีอาวุธเอาไว้ใช้สอย ป้องกันตัวเองไม่ได้และยังไม่สามารถทำสิ่งใดทั้งสิ้น! นี่คือตัวอย่างที่เป็นจริง แล้วเช่นนี้เราจะสามารถพูดถึงการทำญิฮาดในเชิงรุกเพื่อนำโลกทั้งมวลมาอยู่ใต้คำสอนของเราได้อย่างไร ทั้งๆ ที่สรรพอาวุธที่เราสามารถรวบรวมมาได้นั้นล้วนเป็นอาวุธที่พวกเขาให้เรามาทั้งสิ้น และทั้งๆ ที่อาวุธที่เราสามารถนำติดตัวไปได้นั้นล้วนเป็นอาวุธที่พวกเขายินยอมขายให้พวกเราทั้งสิ้น - - - - - - - - - - - - - - เชิงอรรถ (1) นั่นคือสถานการณ์ก่อนการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์และสหภาพโซเวียต บัดนี้สาธารณรัฐมุสลิม 6 แห่งจากสหภาพโซเวียตเดิมได้กลายเป็นรัฐเอกราชไปแล้ว รัฐเหล่านี้ได้แก่ อะเซอร์บัยญาน, อุซเบกิสตาน, ตาซฺากิสตาน, เคอร์กิเซีย, คาซัคสตาน,และเตอร์กเมนิสตาน (บรรณาธิการต้นฉบับภาษาอังกฤษ) (2) ในช่วงที่เชค อัล-ก็อรฺฎอวีย์ เขียนหนังสือนั้น ข้อมูลและความจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของมุสลิมในประเทศไทยยังไม่เป็นที่กระจ่าง และยังไม่เป็นที่รับทราบของนักวิชาการมุสลิมในโลกอาหรับส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางภาคใต้ (ผู้แปล) |