Advertisement

เวทีคนหนุ่มสาวมุสลิม

โดย  เยาวชนฆุรอบาอ์

 

 

หน้าแรก.. arrow ทีมฟิตยะฮฺ เขียน / แปล arrow แนวความคิดสายกลาง
แนวความคิดสายกลาง PDF พิมพ์ อีเมล์

การบูรณาการแนวความคิดทั้ง 6 สาย ( ๕ )
ฟิกรุน วะสะฏียุนแนวความคิดสายกลาง

 Sample Image
ชัยคฺ ดร. ยูซุฟ อัล-เกาะเราะฎอวียฺ เขียน
อบู ฟาอิซ  แปลและเรียบเรียง


            ลักษณะพิเศษเฉพาะอีกประการหนึ่งของแนวความคิดที่เราแสวงหานั้นได้แก่การที่มันอยู่ในลักษณะสมดุลทั้งในด้านวัตถุประสงค์และการกำหนดทิศทาง

             มันเป็นแนวความคิดที่สะท้อนถึงทัศนคติที่มีต่อประชาชนและชีวิตในลักษณะที่เป็นกลาง ได้สมดุลและครอบคลุมกว้างขวาง ทัศนคติที่สมดุลของอุมมะฮฺที่สมดุลพอดี ซึ่งห่างไกลจากการเป็นพวกสุดโต่งหรือพวกที่ละเลย(ศาสนา)อย่างแท้จริง

วิถีทางเข้าสู่ประเด็นปัญหาสำคัญของแนวความคิดสายกลาง

            แนวความคิดที่มีลักษณะสมดุลได้กำหนดลักษณะพิเศษเฉพาะให้กับวิถีทางเข้าสู่ประเด็นปัญหาสำคัญของตนเองเอาไว้ดังนี้คือ :

            1. มันมีความสมดุลระหว่างผู้สนับสนุนมัซฺฮะบียะฮฺ(การสังกัดสำนักคิดในทางฟิกฮฺ)โดยเคร่งครัด  และผู้สนับสนุนไม่ให้มีมัซฮับ (ลามัซฺฮะบียะฮฺ)

            2. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่สนับสนุนตะเศาวุฟ  มิใยว่ามันจะเบี่ยงเบนหรือสร้างสิ่งอุตริ(ในเรื่องที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺ)เพียงใดก็ตาม  และบรรดาผู้ที่ต่อต้านตะเศาวุฟ  มิใยว่ามันจะมีความถูกต้องเหมาะสม  และสอดคล้องกับชะรีอะฮฺก็ตาม(1)

            3. มันมีความสมดุลระหว่างผู้ที่สนับสนุนนโยบาย "เปิดประตู" โดยปราศจากการควบคุม  และผู้ที่สนับสนุนนโยบาย "ปิดประตู" โดยมิได้แสดงหลักฐานสนับสนุน

    

ทางสายกลาง: สร้างความสมดุลระหว่างผู้ถือทิฐิในมัซฮับกับผู้ที่ต่อต้านมัซฮับ , สมดุลระหว่างผู้หลงไหลในตะเศาวุฟกับผู้ที่รังเกียจตะเศาวุฟ , สมดุลระหว่างผู้เปิดประตูแนวคิดอย่างไร้ขอบเขตกับผู้ปิดประตูโดยขาดหลักฐาน ... ฯลฯ

       
4. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่ยึดถืออักลฺ(สติปัญญา) ถึงแม้มันจะขัดแย้งกับตัวบทอันชัดเจนก็ตาม  และบรรดาผู้ที่ไม่ยึดถืออักลฺ แม้ใช้เพื่อทำความเข้าใจตัวบทก็ตาม

            5. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่ถือว่าสิ่งที่ได้รับตกทอดกันต่อๆ มาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  แม้ว่ามันจะแสดงให้เห็นความผิดพลาดของมนุษย์ก็ตาม และบรรดาผู้ที่ไม่นำพาต่อมรดกดังกล่าว  แม้มันจะแสดงให้เห็นเครื่องหมายของการดลใจที่มาจากพระเจ้าก็ตาม

            6. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่ลุ่มหลงในเรื่องการเมืองโดยยอมปล่อยให้การศึกษาเสียหาย  และบรรดาผู้ที่ละเลยเรื่องการเมืองอย่างสิ้นเชิงโดยอ้างว่าเพื่อจะอุทิศให้กับการศึกษาอย่างเต็มที่

            7. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่รีบร้อนเก็บเกี่ยวพืชผล(2)ก่อนที่มันจะสุกได้ที่ และบรรดาผู้ที่ไม่ยอมเหลียวแลมัน จนกระทั่งมันตกไปอยู่ในมือของคนอื่น (หลังจากสุกได้ที่แล้ว)

            8. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่สาละวนอยู่กับปัจจุบัน และไม่เหลียวแลอนาคต และบรรดาผู้ที่คาดคะเนไกลไปถึงอนาคตอย่างเลยเถิด ราวกับว่าพวกเขากำลังอ่านจากหนังสือก็ว่าได้

            9. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่ยึดติดอยู่กับโครงสร้างองค์กรประหนึ่งว่าเป็นรูปเคารพที่ต้องได้รับการสักการะ  และบรรดาผู้ที่ปลีกตัวออกจากงานองค์กร  ราวกับว่าพวกเขาคือลูกปัดที่กระเด็นออกมาเพราะเชือกที่ใช้ร้อยลูกปัดขาด

            10. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่เชื่อฟังปฏิบัติตามท่านชัยคฺหรือผู้นำในลักษณะสุดโต่ง  ราวกับว่าพวกเขาคือคนตายที่ยอมจำนนให้กับมือของคนอาบน้ำศพ และบรรดาผู้ที่ประพฤติปฏิบัติอย่างอิสระเสรีราวกับว่าพวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มคณะ

            11. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่สนับสนุนความเคลื่อนไหวในระดับโลก โดยไม่ยอมให้ความสนใจต่อสภาวะท้องถิ่น และบรรดาผู้ที่สนับสนุนความเคลื่อนไหวแคบๆ ของภูมิภาค โดยไม่เชื่อมสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวระดับโลก

            12. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป  โดยไม่นำพาต่ออุปสรรคและอันตรายต่างๆ  และบรรดาผู้ที่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป จนมองอะไรไม่เห็นนอกจากความดำมืด  และไม่เคยหวังว่าอรุณรุ่งจะปรากฏขึ้น

            13. มันมีความสมดุลระหว่างบรรดาผู้ที่ห้ามสิ่งต่างๆ ในลักษณะสุดโต่ง  ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งหะลาลหลงเหลืออีกแล้ว  และบรรดาผู้ที่อนุมัติสิ่งต่างๆ อย่างเลยเถิด ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งหะรอมเหลืออยู่เลย

            นี่คือแนวความคิดที่มีลักษณะสมดุลที่เราแสวงหา อย่างไรก็ตาม กฎที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันของเราได้แก่การเข้าหาสิ่งสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นความสุดโต่งในรูปของการปฏิบัติจนเลยเถิด หรือความสุดโต่งในรูปของการละเลย ส่วนข้อยกเว้นนั้นมีน้อยเหลือเกิน


ความเสื่อมของทัศนคติที่สมดุลในหมู่นักเคลื่อนไหวอิสลามบางคนในบางช่วงเวลา

            นักเคลื่อนไหวอิสลามบางคนมีความสามารถมองเห็นได้เพียงสองสีเท่านั้น คือสีดำและสีขาว  พวกเขาไม่รู้จักสีอื่น พวกเขาไม่สามารถมองเห็นสีใดๆ ของแม่สีและสีผสมที่คนอื่นๆ สามารถมองเห็น  และมีลำดับชั้นของสีนับไม่ถ้วน  นักเคลื่อนไหวอิสลามเหล่านี้บางคนจำกัดสีทั้งหมดให้เหลือเพียงสีเดียวเท่านั้น  นั่นคือสีดำ สำหรับชีวิต พวกเขาก็ทำเช่นเดียวกัน พวกเขามองดูประชาชนและสิ่งต่างๆ ผ่านฟิล์มสีดำที่ปิดทับอยู่บนดวงตาของพวกเขา

            โดยผ่านการมองโลกในแง่ร้ายอัน "ดำมืด" ประการนี้ พวกเขาได้กำหนดคำตอบสำเร็จรูปให้กับทุกคำถามก็ว่าได้ พวกเขายิง(คำตอบ)ออกไปเหมือนกับยิงจรวดนำวิถี  มิใยดีว่าพวกเขาจะยิงถูกใครหรือถูกอะไร สำหรับพวกเขาแล้ว สังคมทั้งมวลเป็นศูนย์รวมของญาฮิลียะฮฺ(สมัยแห่งความงมงายก่อนการเผยแพร่อิสลาม) ทุกสิ่งในชีวิตเป็นความผิดบาป ประชาชนถ้าไม่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาก็เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก ส่วนโลกเองก็เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด และจักวาลเต็มไปด้วยความชั่วร้าย

             สำหรับพวกเขาแล้ว ทุกสิ่งที่ประชาชนกระทำในชีวิตร่วมสมัยของพวกเขาเป็นสิ่งหะรอมไปเสียทั้งหมด  ดังนั้นการร้องเพลงทุกอย่างเป็นหะรอม  ดนตรีทุกประเภทเป็นหะรอม  การแสดงทุกรูปแบบเป็นหะรอม  โรงมหรสพเป็นหะรอม  และศิลปะทุกแขนงเป็นหะรอมด้วยเช่นกัน(3)

            พวกเขาสุ่มเสี่ยงกับการวินิจฉัยข้อปัญหา ทั้งๆ ที่ตามความจริงแล้วชาวสะลัฟมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง  ชาวสะลัฟไม่ยอมใช้คำว่า "หะรอม" เรียกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากสิ่งที่พวกเขารู้จะเป็น "หะรอม" โดยมิต้องสงสัย เพราะเหตุนี้แหละในซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺจึงปรากฏโองการที่ประณามสุราถึงสองโองการด้วยกัน "พวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับน้ำเมาและการพนัน (มุฮัมมัด)จงกล่าวเถิดว่า ในทั้งสองนั้นมีโทษมากและมีคุณประโยชน์แก่มนุษย์  แต่โทษของมันทั้งสองนั้นมีมากกว่าคุณประโยชน์ของมัน"  (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:219) และในซูเราะฮฺอัล-นิสาอฺ  "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าเข้าใกล้การละหมาดขณะที่พวกเจ้ากำลังมึนเมาอยู่"  (อัล-นิสาอฺ 4:43)  แต่เศาะหาบะฮฺของท่านนบีบางคนยังคงดื่มสุราอยู่ต่อไป และบางคนกล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ! ได้โปรดส่งคำตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับเรื่องน้ำเมามาให้พวกเราด้วยเทอญ" ดังนั้นคำตัดสินชี้ขาดจึงได้ถูกประทานลงมาในซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ ความว่า  "ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ"  (อัล-มาอิดะฮฺ 5:90)

            เราต้องยอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทศวรรษที่ 1950 เป็นเขตเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดสำหรับความคิดดำมืดบางรูปแบบซึ่งแพร่หลายเข้ามาในสังเวียนอิสลาม  จนถึงขนาดว่าวิธีคิดที่มีอิทธิพลสูงสุดในตอนนั้นได้แก่วิธีคิดที่สนับสนุนให้มีการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง  ให้มองโลกในแง่ร้าย หวาดระแวงและกล่าวหาบุคคลอื่น ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีความเชื่อและแนวความคิดเช่นไรก็ตาม รวมทั้งมุสลิมด้วยเช่นกัน

            ปรากฏการณ์ของการตัดสินว่าคนอื่นเป็นคนบาป เป็นคนนอกรีตและแม้กระทั่งเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ปรากฏการณ์นี้ได้บรรลุถึงเขตเพาะพันธุ์ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด และได้รับความช่วยเหลือให้เจริญเติบโตและแพร่หลายโดยสิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะกดดัน ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามและผู้สนับสนุนของขบวนการดำรงอยู่ในช่วงเวลานั้น เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ผู้สนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามหลายคนถูกแขวนคอในที่สาธารณะ  ถูกทรมานจนกระทั่งตายไปอย่างลึกลับ  หรือตกอยู่ภายใต้การกดขี่ข่มเหงสาระพัดรูปแบบ ในขณะที่ประตูถูกเปิดกว้างออกต้อนรับพวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ พวกนิยมลัทธิเซ็คคิวล่าร์ และบรรดาศัตรูของอิสลามทุกสีผิว

            ในช่วงเวลานั้นแหละ หนังสือของท่านชะฮีด สัยยิด กุฏบฺ ซึ่งสะท้อนความคิดในช่วงบั้นปลายชีวิตท่านได้รับการตีพิมพ์มากมายหลายเล่ม หนังสือเหล่านี้เต็มไปด้วยความคิดที่สนับสนุนให้มีการตีตราสังคมว่าเป็นสังคมที่ไร้ศรัทธา แนะนำให้ยืดเวลาให้กับการเรียกร้องไปสู่ระบบอิสลาม  ทำให้ความคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูและการพัฒนานิติบัญญัติอิสลาม(ฟิกฮฺ) ตลอดจนการฟื้นฟูอิจญ์ติฮาดกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน นอกจากนี้หนังสือเหล่านี้ยังสนับสนุนให้มีการแยกตัวออกจากสังคมโดยรวม และยังเรียกร้องให้เปิดฉากทำการญิฮาดในเชิงรุกต่อประชาชนทั่วไปทั้งหมด แต่หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ถือสาหาความกับเหล่าผู้สนับสนุนขันติธรรมและความยืดหยุ่นอย่างเคร่งเครียดจริงจังแต่อย่างใด เพียงตราหน้าพวกเหล่านั้นว่าเป็นพวกที่ไม่เดียงสาและพ่ายแพ้ในทางจิตวิทยาในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับอารยธรรมตะวันตก

            แนวโน้มทางความคิดของชะฮีด สัยยิด กุฏบฺ เห็นได้ชัดเจนอย่างยิ่งในหนังสือตัฟซีรฺที่ท่านเขียนอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานในชื่อว่า"ฟี ซิลาลิล กุรฺอาน"(ในร่มเงาของอัล-กุรฺอาน)ฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่สอง  ตลอดจน

หนังสือ milestone หรือ "มะอาลิม ฟิฏ เฏาะรีก" ของอัชชะฮีด สัยยิด กุฏบฺ มีการแปลมาเป็นภาษาไทยสองสำนวน คือสำนวนของฝ่ายวิชาการของสนท. กับสำนวนของอาจารย์บรรจง บินกาซัน เป็นหนังสือที่ได้รับการวิจารณ์อย่างมากในการปูทางไปสู่การแยกตัวออกจากสังคม อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าอย่างสูงในแง่อุดมการณ์ ปํญหาจึงอยู่ที่การตีความและการนำไปใช้

ในหนังสือของท่านชื่อ "มะอฺาลิม ฟิฏ เฏาะรีก"(สัญญาณริมถนน)(4) ความคิดส่วนใหญ่ถ่ายทอดมาจากหนังสือเล่มก่อนที่มีชื่อว่า "อัล-อิสลาม วะ มุชกิละตุล ฮะฎอเราะฮฺ" (อิสลามและปัญหาของอารยธรรม)  ตลอดจนหนังสืออื่นๆ ที่มีผลกระทบในทางบวกอย่างมหาศาล  แต่(ขณะเดียวกันหนังสือเหล่านั้น)ก็มีผลกระทบในทางลบด้วยเช่นกัน

            หนังสือของท่านชัยคฺ สะอีด เฮาวา(ขออัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงอภัยโทษให้แก่ท่าน  และทรงประทานสันติให้แก่ท่าน)ได้ปรากฏขึ้นในระหว่างช่วงเวลานี้ด้วยเช่นกัน  จัดเป็นหนังสือที่สนับสนุนความคิดในแนวเดียวกัน

            ในขณะเดียวกันฟิกฮฺรูปแบบใหม่ได้ปรากฏโฉมขึ้น  ฟิกฮฺนี้ก่อกำเนิดขึ้นโดยเหล่าบุคคลที่ข้าพเจ้าขอเรียกว่าพวก "ซฺอฮิรีย์แนวใหม่" (บรรดาผู้ที่ตีความอัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺตามความหมายของตัวอักษร)  ซึ่งอ้างว่า หรือประชาชนอ้างว่าอยู่ในสังกัดสำนักคิดของท่านอิบนิ ตัยมียะฮฺ และเหล่าลูกศิษย์ของท่าน ขณะที่ท่านอิบนิ ตัยมียะฮฺ และเหล่าลูกศิษย์ของท่านช่างห่างไกลจาก "การตีความตรงตามตัวอักษร" อย่างสิ้นเชิง  และพวกท่านก็ไม่เคยตีวงกักกันตัวเองอยู่ภายใน "รูปแบบและแม่พิมพ์" ที่ผู้คนเหล่านี้ยึดติดอย่างสุดกำลัง

            นั่นคือคำอธิบายว่าความไม่ยืดหยุ่นและความดันทุรังเข้ามาครอบงำวิธีคิดแบบอิสลามได้อย่างไร  จนในที่สุดจิตใจของความคิดที่มีความสมดุลพอดีในลักษณะที่ไม่เข้มงวดมีขันติต้องถูกบีบบังคับให้ล่าถอยเป็นบางเวลา  ข้าพเจ้าเชื่อว่าปัจจุบันขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามต้องปลดเปลื้องตัวเองออกจากวิธีคิดที่ก่อตัวขึ้นเฉพาะยุคของความทุกข์ยากหรือวิกฤติกาล  เพื่อที่ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจะได้เคลื่อนเข้าหาอุมมะฮฺมุสลิมที่สมดุลพอดีและดำเนินอยู่ในสายกลาง  และวิถีการดำเนินชีวิตแบบอิสลามที่สมดุลพอดี ซึ่งอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมุ่งหมายให้เกิดความสะดวกสบาย  มิใช่ความยากลำบาก

 

แนวทางสายกลางเชื่อมประสานกับการทำให้สะดวกสบาย

            ในทัศนะของข้าพเจ้าแล้ว การรับเอาแนวทางสายกลางหรือแนวทางที่สมดุลเข้ามาใช้นั้นจะต้องประสานกับตัยสีรฺ(การทำให้สะดวกสบาย) และดังนั้นมันจึงเป็นทัศนคติที่สมดุลระหว่างความไม่ยืดหยุ่นและความเลยเถิดจนเกินควรในฝ่ายหนึ่ง กับความหละหลวมและความหย่อนยานในอีกฝ่ายหนึ่ง

ขบวนการเคลื่อนไหวควรรับเอาแนวของ ตัยสีรฺ มาใช้

            ขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจะต้องรับเอาแนวของตัยสีรฺมาใช้กับความคิดเห็นในทางนิติบัญญัติอิสลาม(ฟิกฮฺ)ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสังคมและการเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย การติดต่อและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  โดยไม่รับเอาแนวที่ยุ่งยากซับซ้อนเข้ามา ข้าพเจ้าพูดอย่างนี้เพราะมีเหตุผลหลายประการด้วยกัน :

            ประการแรก ชะรีอะฮฺนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของความสะดวกสบาย ความกรุณา ขันติธรรมและการขจัดความยากลำบากและความทุกข์ ดังที่ระบุเอาไว้ในตัวบทหลายแห่งด้วยกัน

             อัลลอฮฺ สุบหฯ หลังจากได้ทรงมีพระโองการบัญญัติเรื่องการถือศีลอดแล้ว ทรงตรัสเสริมว่า  "อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า  และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า" (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:185) ในตอนท้ายของโองการที่บัญญัติเรื่องเฏาะฮาเราะฮฺ(ความสะอาด) เราพบข้อความว่า  "อัลลอฮฺไม่ทรงประสงค์ที่จะให้เกิดความลำบากใดๆ แก่พวกเจ้า" (อัล-มาอิดะฮฺ 5:6) หลังจากทรงตัดสินชี้ขาดเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานและทรงห้ามสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างหญิงกับชาย อัลลอฮฺ สุบหฯ ตรัสว่า "อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะผ่อนผันให้แก่พวกเจ้า แต่มนุษย์นั้นถูกบังเกิดขึ้นในสภาพอ่อนแอ"  (อัน-นิสาอฺ 4:28)  ในคำอรรถาธิบายชี้แนะเรื่องความเสมอภาคและการให้อภัยในกรณีที่เกิดมีการฆาตกรรม  พระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า  "นั่นคือการผ่อนปรนจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า และยังเป็นความเมตตา"  (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 2:178)

            ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า  "จงทำให้เรื่องราวต่างๆ ง่ายดาย  อย่าทำให้ยุ่งยาก" (รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม) และท่านยังกล่าวว่า "พวกเจ้าถูกส่งไปเพื่อทำให้เรื่องราวต่างๆ สะดวกง่ายดาย  และจงอย่าทำให้เรื่องราวเหล่านั้นยุ่งยาก" (รายงานโดยอัต-ติรฺมิซีย์)

            ในตอนที่อัมรฺ อิบนุลอาส อยู่ในสภาพมีญะนาบะฮฺ(ร่างกายไม่สะอาดเพราะมีเพศสัมพันธ์หรือมีอสุจิเคลื่อนออกมา)ในคืนอันหนาวเหน็บคืนหนึ่ง  เขาได้ทำละหมาดโดยมิได้ทำฆุสลฺ(การอาบน้ำให้สะอาดทั่วร่างกาย)เสียก่อน ผู้คนที่อยู่ร่วมกับอัมรฺนำความไปร้องเรียนต่อท่านนบี ศ็อลฯ และอัมรฺได้แก้ต่างให้แก่ตัวเองโดยกล่าวว่า : ฉันจำได้ว่าอัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงมีพระดำรัสว่า "และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง  แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ" (อัน-นิสาอฺ 4:29) และ(ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ฟังดังนั้น)  ท่านจึงยิ้ม

            แต่ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ติเตียนท่าทีของประชาชนบางคนที่มีความคิดเห็นว่า  ผู้ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ในสภาพมีญะนาบะฮฺจะต้องทำฆุสลฺ ท่านประณามเรื่องนี้อย่างรุนแรงมาก เนื่องจากมีชายคนหนึ่งอาบน้ำและสิ้นชีวิตไปเพราะความคิดเห็นที่ไม่เข้าท่าของพวกเขา ท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า "พวกเขาฆ่าชายคนนั้น ทำไมพวกเขาไม่สอบถามเมื่อพวกเขาไม่รู้เรื่อง? การเยียวยาสำหรับบุคคลที่ไม่รู้นั้นได้แก่การสอบถาม สำหรับเขา(ชายผู้ได้รับบาดเจ็บ)เพียงพันผ้ารอบบาดแผลของตัวเองและทำตะยัมมุม(การถูบางส่วนของร่างกายด้วยฝุ่นละออง)ก็เพียงพอแล้ว" (รายงานโดยอบู ดาวูด, อะหฺมัด, อัล-ฮากิม  และญามิอฺ อัศ-เศาะฆีรฺ)

      


ตัยสีรฺ เป็นเจตนารมณ์ของชะรีอะฮฺ ดังปรากฎในหะดีษที่ว่า "จงทำให้ง่าย อย่าทำให้ยาก ..."

     
ประการที่สอง ในยุคสมัยของเรานี้ ประชาชนมีความต้องการความสะดวกสบายอย่างยิ่งยวด  เพราะความผ่อนปรนที่พวกเขาได้รับ แต่ความตั้งใจมั่นของพวกเขากลับอ่อนปวกเปียก  และพวกเขาไม่เต็มใจที่จะเฝ้าติดตามกิจกรรมดีๆ ขณะที่อุปสรรคในหนทางแห่งคุณความดีและความปรารถนาที่จะทำความชั่วของพวกเขากลับเพิ่มสูงขึ้น

            เพราะฉะนั้นจึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับความสะดวกสบาย  แทนที่จะออกคำสั่งให้พวกเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดกวดขันที่สุด  นี่คือสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลฯ ปฏิบัติต่อประชาชนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม หรือกับพวกบะดะวีย์(เบดูอิน)ที่ร่อนเร่ในทะเลทราย  ท่านนบี ศ็อลฯ เคยยอมรับเมื่อมีบางคนลั่นวาจาว่าจะไม่ทำอิบาดะฮฺที่มากเกินกว่าฟะรออิฎ(หน้าที่บังคับ)ในขั้นพื้นฐาน และจะไม่ทำอะมัลอิบาดะฮฺที่เกิดจากความสมัครใจอย่างเด็ดขาด  ท่านนบี ศ็อลฯ เคยกล่าวถึงพวกเขาว่า "เขาจะประสบกับความสำเร็จถ้าเขามีความซื่อสัตย์(ในสิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญาไว้)" หรือ "เขาจะได้เข้าสวรรค์ถ้าเขารักษาคำมั่นสัญญาของเขา" หรือท่านกล่าวว่า "ถ้าพวกท่านคนใดคนหนึ่งต้องการเห็นหนึ่งในเหล่าชาวสวรรค์ ขอให้เขามองไปยังชายคนนี้"

            ท่านนบี ศ็อลฯ ใช้ท่าทีเช่นนั้นปฏิบัติต่อประชาชนจำพวกดังกล่าว เพราะท่านมีความเมตตาและคำนึงถึงสภาวะยากลำบากของพวกเขา

            ประการที่สาม ปัจเจกบุคคลอาจจะกำหนดสภาวะเข้มงวดกวดขันที่สุดให้กับตัวเองก็ได้ถ้าเขาประสงค์เช่นนั้น  โดยการทดลองให้เจตนารมณ์ของตนเองอยู่ภายในขอบเขตจำกัด  ถึงแม้ความพอประมาณจะเป็นวิถีที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดแล้วก็ตาม  ดังโอวาทของท่านนบี ศ็อลฯ ที่กล่าวว่า  "อัลลอฮฺทรงชอบประชาชนที่ถือรุคเศาะฮฺ(การทำให้สะดวกง่ายดาย)เช่นที่พระองค์ทรงรังเกียจการทำบาป"  (รายงานโดยอะหฺมัด, อัล-ฮิบบาน, อัล-บัยฮากีย์  และเศาะเฮี๊ยะฮฺ ญามิอฺ อัศ-เศาะฆีรฺ)

            อย่างไรก็ตาม ฟะกีฮฺ(นักปราชญ์ที่มีสิทธิ์ให้ความคิดเห็นในเรื่องกฎหมายอิสลาม)ท่านหนึ่งไม่ควรกำหนดสภาวะเข้มงวดกวดขันให้กับพี่น้องมุสลิมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก  เขาจะต้องคำนึงว่าในหมู่ประชาชนมีคนอ่อนแอ คนชรา และบรรดาผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามเหตุผลทางกฎหมาย(อิสลาม) มีหะดีษหนึ่งพูดถึงการนำละหมาดรวมเป็นคณะว่า "ผู้ใดเป็นอิมามในการละหมาด ผู้นั้นควรจะทำละหมาดของเขาให้สั้น เพราะในหมู่ประชาชน(ที่มาละหมาดตามหลังเขา)มีคนชรา คนป่วยและบรรดาผู้ที่มีกิจธุระต้องดำเนินการ" การละหมาดเป็นสัญลักษณ์(ตัวอย่าง)หนึ่งของกิจกรรมหลากหลายของชีวิต

            เพราะฉะนั้นบรรดาฟุเกาะฮาอฺของขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามจึงไม่สามารถใช้เพียงความคิดที่เข้มงวดกวดขัน ซึ่งมีแต่จำกัดโดยมิได้ให้ความสะดวกง่ายดาย และมีแต่ห้ามโดยไม่มีการอนุญาต  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสตรี ครอบครัว  ศิลปะ การบันเทิง ฯลฯ

            นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจด้วยเช่นกัน ณ จุดนี้กฎระเบียบมีไว้สำหรับอนุญาต และข้อยกเว้นนั้นมีไว้สำหรับห้าม ประมวลกฎหมายอาญาก็นำมาประยุกต์ใช้ในลักษณะเดียวกัน คือเมื่อจะมีการกำหนดบทลงโทษ จะกำหนดในขั้นต่ำที่สุด รวมทั้งยังมีความเห็นประกอบด้วยว่า  การเตาบะฮฺ(การสารภาพผิด)สามารถลบล้างฮัดดฺ(การลงโทษตามกฎหมายอิสลาม)ได้ ตลอดจนความเห็นที่ว่าการลงโทษสำหรับการดื่มสุรานั้นเป็นการลงโทษตามดุลยพินิจ และอื่นๆ อีกมากมาย(5)

            ในช่วงนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอนำเอาถ้อยคำของท่านอิมามซุฟยาน อัล-เษารีย์มาใช้เป็นคำขวัญของเรา  ซึ่งท่านกล่าวว่า "เพียงฟุเกาะฮาอฺที่ไว้วางใจได้เท่านั้นที่สามารถอนุมัติให้เกิดความสะดวกง่ายดาย  แต่การผ่านความเห็นห้ามอย่างนั้นห้ามอย่างนี้  ใครๆ ก็รู้ว่าจะทำได้อย่างไร"          

                 

- - - - - - - - - - - - - - -

 

เชิงอรรถ

 

(1) หมายถึงตะเศาวุฟในบางแง่มุมก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักฐานของอัล-กุรฺอานและหะดีษที่ถูกต้องเชื่อถือได้  (ผู้แปล)

(2) หมายถึงกิจการทางโลกทั่วๆ ไป และงานฟื้นฟูศาสนาในด้านต่างๆ  (ผู้แปล)

(3) มีผู้คนมากมายเข้าใจผิด และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเห็นในข้อนี้ของชัยคฺ อัล-ก็อรฺฎอวีย์ก็เป็นไปอย่างกว้างขวาง  ในบรรดาผู้ที่ถือว่าตัวเองเป็นผู้เจริญรอยตามแนวทางสะลัฟแต่เพียงผู้เดียวมีเป็นจำนวนมากที่มองเรื่องนี้ว่าปราศจากหลักฐาน และเป็นความคิดเห็นที่เบี่ยงเบน  พวกเขาไม่ได้เข้าใจสิ่งที่ชัยคฺ อัล-ก็อรฺฎอวีย์กำลังสนับสนุนโดยถ่องแท้ เพราะท่านชัยคฺไม่ได้มีความเห็นว่าการร้องเพลง  ดนตรี โรงมหรสพและศิลปะนั้นหะลาลโดยทั้งหมดเช่นที่พวกเขาหลายคนคิดกัน ท่านเพียงสนับสนุนว่านุศูศ ก็อฏอียะฮฺ(ตัวบทที่แน่นอนและชัดเจน)ที่ห้ามการร้องเพลงทุกประเภท  ดนตรีทุกชนิด ฯลฯ นั้นไม่มีอยู่  ดังนั้นเรื่องนี้จึงตกอยู่ในขอบเขตของเรื่องที่ยังมีข้อกังขา หรือตกอยู่ในขอบเขตของอิจญ์ติฮาด  ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวอิสลามก็เช่นเดียวกัน พวกเขามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเห็นในเรื่องนี้  และมองเรื่องนี้เป็นใบเบิกทางที่ยอมให้ฟังดนตรีประเภทใดก็ได้  ยอมให้ไปโรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์ประเภทอะไรก็ได้ ฯลฯ  (โดยอ้างว่า)เพื่อจะทำความเข้าใจสังคมให้ลึกซึ้ง  ความสุดโต่งทั้งสองประการนี้เป็นสิ่งที่ควรหลีกให้พ้น  (บรรณาธิการ)

(4) หนังสือเล่มนี้มีผู้แปลและพิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วภายใต้ชื่อ "หลักชัยอิสลาม" มีสองสำนวน  คือสำนวนแปลของฝ่ายวิชาการ สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม(ส.น.ท.) และสำนวนแปลของคุณบรรจง บินกาซัน  (ผู้แปล)

(5) กรุณาดูหนังสือของข้าพเจ้าชื่อ "ปัจจัยของความยืดหยุ่นในชะรีอะฮฺอิสลาม"  ปัจจัยประการที่ห้าเกี่ยวข้องกับความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงคำฟัตวาไปตามการเปลี่ยนแปลงของเวลา  สถานที่และสภาพการณ์

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
RocketTheme Joomla Templates

ไม่สงวนสิทธิ์ในการนำบทความนี้ไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง มิใช่เพื่อการแสวงหากำไร และให้ระบุแหล่งที่มา