|
ซัยยิด กุฎบฺ นักคิดและนักปฏิวัติในการรื้อฟื้นอิสลาม

โดย Ahmed El-Kadi, MD อบู ฟิตยะฮฺ แปลและเรียบเรียง ซัยยิด กุฎบฺ แกนนำของญะมาอะฮฺอิควาน อัล มุสลิมูน(ขบวนการภราดรภาพมุสลิม) เป็นผู้ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อคนหนุ่มสาวมุสลิมอาหรับในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 นักเขียนตะวันตกในยุคปัจจุบันต่างมีความเห็นว่าท่านคือหนึ่งในสองของผู้มีอิทธิพลสูงสุดต่อนักคิดมุสลิมในศตวรรษนี้ อีกท่านหนึ่งนั้นคือ ซัยยิด อบุล อะอฺลา อัล เมาดูดียฺ
งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ ก่อนปี 1951 มีลักษณะไปทาง “นักศีลธรรม” หลังจากที่ท่านได้ศึกษาแนวคิดของซัยยิด เมาดูดีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญในประเด็นที่ว่า อิสลามคือระบอบชีวิตที่สมบูรณ์ และ การสถาปนากฎหมายของอัลลอฮฺขึ้นบนโลกนี้เป็นภาระหน้าที่ที่สำคัญยิ่งของบรรดามุสลิม ได้เปลี่ยนแปลงท่านสู่ลักษณะแบบ “นักปฏิวัติ” การใช้ชีวิตอยู่ชั่วคราว 2 ปี ( 1948 – 1950 ) ในสหรัฐอเมริกาของท่าน ได้เปิดโลกทัศน์ให้ท่านได้เห็นถึงความเลวร้ายของวัฒนธรรมตะวันตกและอุดมการณ์ที่ไม่ใช่อิสลามทั้งหลาย หลังจากการเดินทางกลับสู่อียิปต์ ซัยยิด กุฎบฺได้ลาออกจากงานในกรมการศึกษา และอุทิศตัวของท่านเพื่ออุดมการณ์ที่จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งระบบ อุดมการณ์ของอิควานมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นเมื่อท่านซึ่งถูกจองจำอยู่ในห้องขัง ท่านได้เขียนหนังสือปรับปรุงแนวคิดความใฝ่ฝันของ อัช ชะฮีด ฮะซัน อัล บันนา ซึ่งปรารถนาจะสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอียิปต์หลังจากที่ได้ทำให้ชาติแปรเปลี่ยนสู่อิสลามทั่วทุกด้านแล้ว ซัยยิด กุฎบฺ กลับเสนอทัศนะว่า อันดับแรกนั้น แนวหน้าของการปฏิวัติจะต้องสถาปนารัฐอิสลามขึ้นก่อน ต่อจากนั้นถึงกำหนดโครงการเปลี่ยนสังคมอิยิปต์ – ที่หันเหไปสู่อุดมการณ์ชาตินิยมอาหรับ - ให้กลายเป็นสังคมอิสลาม ช่วงระยะเวลา 11 ปีหลังกำแพงคุกเปิดโอกาสให้ซัยยิด กุฎบฺ ได้ยืนยันสิ่งที่ท่านประจักษ์แก่ใจจากงานเขียนของเมาดูดีย์ และนั้นนำไปสู่คำสั่งประหารชีวิตของท่านจากรัฐบาลเซคคิวลาร์นัสเซอร์ ในข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง นอกเหนือจากท่านนบีมุฮัมมัดแล้ว บุคคลร่วมสมัยซึ่งมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อข้าพเจ้าคือบิดาของข้าพเจ้า ,อิมาม ฮะซัน อัล บันนา , และซัยยิด กุฎบฺ หนังสืออิสลามสองเล่มแรกซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาในวัยหนุ่มคือ “ดิรอสาต อิสลามิยะฮฺ” (การศึกษาในอิสลามหรือการเรียนรู้ในอิสลาม ) และ อัล อดาละฮฺ อัล อิจญติมาอียะฮฺ ฟิล อิสลาม (สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม )ซึ่งทั้งสองเล่มนี้เขียนโดย ซัยยิด กุฎบฺ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยได้พบหรือเห็นซัยยิด กุฎบฺ แต่ข้าพเจ้าก็รู้จักท่าน(เช่นเดียวกับมุสลิมส่วนใหญ่ในสนามการทำงานอิสลาม) ผ่านหนังสือมากมายของท่าน ดังเช่นสองเล่มซึ่งได้กล่าวมาแล้ว ตัฟซีร อัล กุรอาน อันยิ่งใหญ่ของท่าน ฟี ซิลาลิล กุรอาน( ใต้ร่มเงาอัลกุรอาน )และหนังสือเล่มอื่นๆ อีกมากมาย ซัยยิด กุฎบฺ ถือกำเนิดเมื่อ 8 ตุลาคม1906 ในหมู่บ้านโมชา แคว้นโคฮา จังหวัดอาสยูต ในอียิปต์ ท่านเข้าเรียนโรงเรียนประถมของโมชาเมื่อปี 1912 และจบในปี 1918 ท่านต้องหยุดเรียน 2 ปีเนื่องจากการปฏิวัติปี 1919 บิดาของท่านคือ ฮัจญฺ กุฏบฺ อิบนุ อิบรอฮีม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้เคร่งครัดศาสนาในหมู่บ้าน และมารดาของท่านก็เป็นสตรีผู้ยึดมั่นอย่างมั่นคงในศาสนาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียง เป็นผู้ซึ่งคอยห่วงใยตัวท่านและน้องสาวทั้งสองของท่าน ฮามิดะฮฺและอามินะฮฺ และน้องชายของท่านมุฮัมมัด หลังจากจบชั้นประถมในโมชาแล้ว ซัยยิด กุฎบฺ ได้ย้ายไปศึกษาต่อยังไคโร ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่กับอาของท่าน อะฮฺมัด ฮุซเซน อุสมาน ในปี 1920 ขณะที่ท่านอายุได้ 14 ปี และที่สำคัญท่านจดจำอัล กุรอานได้ทั้งเล่มตั้งแต่ท่านอายุได้ประมาณ 10 ขวบ ในหมู่บ้านของท่าน ท่านสูญเสียบิดาของท่านขณะที่ท่านอยู่ที่ไคโร ท่านจึงได้โน้มน้าวให้มารดาของท่านย้ายมาอยู่กับท่านที่ไคโรซึ่งเป็นที่ที่นางเสียชีวิตในปี 1940 หลังจากการเสียชีวิตของมารดา ซัยยิด กุฎบฺ ได้ถ่ายทอดความรู้สึกอ้างว้างของท่านในบทความหลายชิ้น( อุมมะฮฺ: มารดาของฉัน )ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ “ Atatiaf Al arbaa ”(ประทีปทั้ง 4) ซึ่งน้องสาว น้องชายและท่านร่วมกันเขียน ที่ไคโร ท่านซัยยิด กุฎบฺ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมและสมัครเข้าเรียนต่อวิทยาลัยครู ในดารุล อูลูม ในปี 1929 ในปี 1939 ท่านสอบผ่านเป็นครูภาษาอาหรับและได้รับปริญญาตรีศิลปศาสตร์ หลังจากนั้นจึงเข้าทำงานในกระทรวงการศึกษา ไม่นานนัก( ประมาณ 6 ปี ) ท่านก็ออกจากการเป็นครูในกระทรวงการศึกษาและทุ่มเทเวลาสำหรับงานเขียนอิสระ ปัจจัย หนึ่งซึ่งชักจูงให้ท่านลาออกจากงานสอนคือความเห็นที่ไม่ตรงกันกับกระทรวงการ ศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมากเกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาและทัศนคติของท่านที่ มีต่องานวรรณกรรม ช่วงเวลาจากปี 1939 ถึงปี 1951 เป็นช่วงที่งานเขียนของซัยยิด กุฎบฺ เปลี่ยนแปลงไปสู่อุดมการณ์อิสลามอย่างชัดเจน ท่านได้เขียนบทความหลายชิ้นเกี่ยวกับเรื่องความงดงามของถ้อยคำจากอัล กุรอาน ดังเช่นหนังสือสองเล่มของท่านคือ “ ถ้อยคำอันวิจิตงดงามของอัล กุรอาน ” และ “ภาพที่ปรากฏในวันแห่งการตัดสิน ” ในปี 1948 หนังสือของท่านเรื่อง “ สังคมแห่งความยุติธรรมในอิสลาม” ได้ถูกตีพิมพ์ ซึ่งท่านได้กล่าวไว้อย่างไม่อาจโต้แย้งได้ว่า ความยุติธรรมของสังคมที่แท้จริงนั้นจะเกิดขึ้นได้จริงในอิสลามเท่านั้น ในเดือนพฤศจิกายน ปี 1948 ท่านเดินทางไปศึกษาต่อในหลักสูตรเกี่ยวกับการศึกษาที่สหรัฐอเมริกา ท่านใช้เวลาสองปีครึ่งในวอชิงตัน ดี.ซี. และแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ที่ท่านได้ประจักษ์ถึงทัศนคติเชิงวัตถุนิยมและการขาดแคลนจิตวิญญาณในงานวรรณกรรม ท่านหยุดการศึกษาในสหรัฐอเมริกาลงอย่างกะทันหันและกลับสู่อียิปต์ในเดือนสิงหาคม ปี 1950 ซัยยิด กุฎบฺ เริ่มงานด้วยการเป็นอาจารย์และผู้ตรวจการในกระทรวงการศึกษาอีกครั้ง ก่อนที่ท่านจะลาออกในเดือนตุลาคม ปี 1952 (อีกครั้งหนึ่งเนื่องจากปรัชญาที่ขัดแย้งกันกับรัฐมนตรีการศึกษาและเพื่อนร่วมงานจำนวนมาก ) ช่วงเวลาจากปี 1951 ถึ งปี 1965 เป็นช่วงที่ ซัยยิด กุฎบฺ เข้าร่วมกับขบวนการอิควาน(ภราดรภาพมุสลิม) ความคิดของท่านชัดเจนมากในเรื่องความเชื่อผิดๆที่มีอยู่มากมายเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจที่มีอยู่โดยทั่วไป และความจำเป็นในการฟื้นฟูอิสลาม และ ท่านได้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของอิควาน ในช่วงเวลานี้หนังสือของท่านหลายเล่มได้ถูกเขียนขึ้นตามแนวคิดอิสลามซึ่ง เป็นแนวทางที่สมบูรณ์แบบของชีวิต ท่านถูกจับกุมเมื่ออิควานถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในความพยายามที่จะโค่นล้มรัฐบาลในปี 1954 และถูกพิพากษาจำคุก 15 ปีพร้อมกับต้องทำงานอย่างหนัก ท่านถูกจองจำอยู่ในคุกที่ Jarah ใกล้ๆ ไคโร เป็นเวลา 10 ปี ต่อมาด้วยปัญหาสุขภาพของท่าน ท่านได้รับอิสรภาพเนื่องจากคำขอร้องของประธานาธิบดีอิรัค อับดุล สลาม อรีฟ ในปี 1965 ท่านได้ตีพิมพ์หนังสือที่มีชื่อเสียงของท่านคือ Mallem Fittareek (หลักชัยอิสลาม) ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านถูกจับกุมอีกครั้งหนึ่งด้วยข้อหาว่าลอบวางแผนการร้ายเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีอียิปต์ อับดุล นัสเซอร์ ท่านถูกพิจารณาคดีในศาลและต้องคำพิพากษาให้ประหารชีวิตก็ด้วยงานเขียนของท่านในหนังสือเล่มนี้เอง ประเทศมุสลิมทั้งหลายต่างวิพากวิจารณ์คัดค้านประท้วงและอุทธรณ์ต่อประธานาธิบดี อับดุล นัสเซอร์ เพื่ออภัยโทษแก่ท่าน แม้จะมีการประท้วงและข้อคัดค้านในประเทศมุสลิมมากมายเพียงใดก็ตามซัยยิด กุฎบฺ ก็ถูกประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 29 สิงหาคม ปี 1966 แม้ว่าท่านจะจากไปแล้วแต่ท่านได้ทิ้งหนังสือไว้ทั้งหมด 24 เล่ม ซึ่งประกอบด้วย นวนิยาย , คำวิจารณ์วรรณกรรม ,หนังสือเกี่ยวกับการศึกษาทั้งของเด็กๆ และผู้ใหญ่และหนังสือศาสนาซึ่งรวมทั้งอรรถาธิบายอัล กุรอาน 30 ยุซ ซัยยิด กุฏุบฺ จะ คงอยู่ในความทรงจำตลอดไปด้วยมรดกแห่งความศรัทธาอันมั่นคงของท่านที่มีต่อ เอกภาพและความเกรียงไกรของอัลลอฮฺ ความแตกต่างที่แจ่มชัดระหว่างศรัทธาบริสุทธิ์กับการตั้งภาคีต่อพระองค์ทั้ง ที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และความหวังสำหรับการให้อภัยความผิดของมนุษยชาติ ซัยยิด กุฏุบฺ ยังยิ้มแย้มเมื่อถูกประหารเป็นรอยยิ้มแห่งความเชื่อมั่นของชีวิตที่งดงามในสวรรค์ ชีวิตนิรันดร์ซึ่งสมควรอย่างยิ่งแล้วที่ท่านจะได้รับ ............................ |